10 แนวความคิด เพื่อปรับตัวให้เข้ากับที่ทำงาน และเพื่อนร่วมงาน

คนเราพอเรียนจบรับปริญญาก็ออกหางานทำ บางคนตกงานหลายเดือนกว่าจะได้งานทำ บางคนโชคดีหน่อยได้ทำงานเร็ว แต่ใช่ว่าได้งานทำแล้วเรื่องทุกอย่างจะจบลง แต่เปล่าเลยมันเพิ่งเริ่มต้นต่างหาก วันนี้ผู้เขียนจะมาพูดเรื่อง….

10 แนวความคิด เพื่อปรับตัวให้เข้ากับที่ทำงาน

ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่ความจริงหลายๆ อย่างก็ยากที่ยอมรับเหมือนกัน ไม่เว้นแม้แต่เรื่องราวในออฟฟิศที่คนทำงานต้องเจอกันทุกวันนั้นก็ล้วนมีเรื่องราวบางอย่างที่คนทำงานหลายๆ คนก็อาจจะต้องยอมรับให้ได้แม้ว่าหลายๆ ครั้งอาจจะบั่นทอนกำลังใจไปอยู่มากโขทีเดียว บล็อกวันนี้ผมเลยลองลิสต์เหตุการณ์หลายๆ อย่างที่คนทำงานออฟฟิศน่าจะเจอกันบ่อยๆ อย่างน้อยก็ให้ไว้เตือนใจกันหน่อยแล้วกันนะครับ

1. ไม่มีใครทำงานได้ทุกอย่าง
แม้ว่าเราจะชอบมีคำพูดประเภทคนเราสามารถเป็นในสิ่งที่เราอยากเป็นได้ถ้าพยายาม มันเลยทำให้หลายๆ คนมักมีความคิดเรื่องการโยกย้ายตำแหน่ง บ้างก็อยากลองไปทำงานในแผนกอื่นๆ ที่ดูน่าสนใจกว่า ดูน่าทำงานมากกว่างานของตัวเอง แต่เชื่อเถอะครับว่าเอาเข้าจริงแล้วการไปทำงานที่ตัวเองไม่เคยทำนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และมีน้อยคนที่จะสามารถไปทำงานใหม่ได้อย่างประสบความสำเร็จ อาจจะมีบ้างที่พอสามารถทำงานกันไปได้ แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นหรือ “ถูกหวย” แบบที่คนเก่งๆ หลายคนเอามาเหล่าให้ฟังกันหรอก ทั้งนี้เราต้องพูดกันบนความเป็นจริงว่าการทำงานต่างๆ นั้นจำเป็นต้องใช้ทักษะและความสามารถหลายอย่าง บางอย่างฝึกกันได้แต่บางอย่างฝึกกันไม่ได้ บางอย่างอาจจะฝึกได้แต่ต้องใช้เวลาซึ่งการทำงานมันรอไม่ได้ขนาดนั้น ฉะนั้นถ้าคุณคิดว่าจะลองเปลี่ยนสายงาน อยากไปทดลองงานใหม่ๆ นั้น ควรคิดกันให้ดีๆ ว่าคุณเหมาะและพร้อมจะไปลองจริงๆ นะครับ

2. ไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบคุณไปหมด
ต่อให้คุณเป็นคนดีมากมายในออฟฟิศ แต่เชื่อเถอะครับว่ามันก็จะมีคนที่ไม่ชอบคุณ ไม่ถูกกับคุณจนได้ ฉะนั้นมันจึงเป็นเรื่องเหนื่อยเปล่าถ้าคุณคิดจะไปเอาใจและหวังให้ทุกคนในบริษัทรักคุณ (ซึ่งมันก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว) คุณควรจะเลือกดูว่าคนไหนบ้างที่คุณควรให้ความสำคัญ ใครกันที่คุณควรจะแคร์และใส่ใจเป็นพิเศษ คุณอาจจะต้องแบ่งระดับความสำคัญของความสัมพันธ์กันให้ดีๆ แล้วดูว่าแต่ละคนอยู่ในระดับไหน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าคุณจะไม่สามารถทำให้ทุกคนรักคุณได้ แต่อย่างน้อยก็ใช่ว่าคุณจะต้องสร้างศัตรูให้เยอะเต็มออฟฟิศนะครับ

3. เพื่อนร่วมงานบางคนเหมาะเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน
จริงอยู่ว่าคุณอาจจะสนิทและไว้ใจเพื่อนร่วมงานหลายๆ คน แต่ก็ใช่ว่าทุกคนเหมาะจะกลายเป็นเพื่อนจริงๆ ของคุณในชีวิต ทุกวันนี้เรามักเจอสถานการณ์ประเภทพอเข้าที่ทำงานใหม่แล้วก็ Add Facebook กันไปหมดก่อนจะพบว่าภายหลังบางคนอยากจะ Unfriend ไปเสีย บางคนอยากจะ Block ไปเลยด้วยก็มี ทั้งนี้เพราะความสัมพันธ์ในที่ทำงานนั้นไม่ได้อยู่ในระดับความสัมพันธ์แบบเพื่อนตั้งแต่ต้น มันก็จริงอยู่ว่าคุณอาจจะเจอคนที่ดี เจอคนที่ได้กลายเป็นเพื่อนสนิท กลายเป็นพี่ชาย กลายเป็นคนที่เคารพรัก แต่กับบางคนก็อาจจะดีกว่าถ้าคงความสัมพันธ์เป็น “เพื่อนร่วมงาน” หรือคุยกันด้วยเรื่องงานแทนที่จะคุยด้วยเรื่องส่วนตัว

4. วันนึงเพื่อนร่วมงานหรือไม่ก็คุณเองที่จะลาออก
แม้ว่าหลายๆ ครั้งคุณจะเจอเพื่อนร่วมงานที่คุณรักมาก เชื่อใจมาก หรือได้เจอหัวหน้าที่คุณรู้สึกว่าสุดยอดมากๆ อยากฝากชีวิตไว้กับเขา อยากทำงานร่วมกับเขาไปนานๆ แต่ความเป็นจริงแล้ววันหนึ่งคุณก็จะต้องแยกย้ายกันอยู่ดีเพราะแต่ละคนก็ต้องมีทางชีวิตด้านหน้าที่การงานที่แตกต่างกันออกไป ลองคิดเล่นๆ ว่าถ้าคุณทำงานแผนกเดียวกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกับคุณ 5 คนไปเรื่อยๆ มันคงไม่สามารถที่ทั้ง 5 คนจะถูกดันขึ้นเป็นหัวหน้าแผนกเดียวกันได้ทุกคนอยู่แล้ว ถึงวันหนึ่งบางคนก็จะต้องเดินจากไป ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอยู่ดีนั่นแหละ

5. ต่อให้คุณทำดีแทบตาย ก็ใช่ว่าคุณจะได้รับการโปรโมต
เรื่องนี้เรามักพูดกันบ่อยๆ ว่าบางคนสร้างผลงานแทบตาย เป็นคนทำงานที่ใครๆ ก็ชื่นชอบแต่กลับไม่ได้เลื่อนขั้นเพราะเหตุผลต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นทั้งในแง่หัวหน้ามองไม่เห็น หรือพรีเซนต์ไม่เก่ง ถ้าเอาหนักๆ ไปเลยก็คือโดนคนอื่นตัดหน้า เล่นเส้นเล่นสาย ซึ่งเป็นตัวบั่นทอนกำลังใจอยู่ไม่น้อยทีเดียว กรณีนี้ต้องถือว่าวัดใจกับหัวหน้าและองค์กรอยู่พอสมควร เพราะถ้าหัวหน้าของคุณมองเห็นศักยภาพของคุณและพร้อมจะสนับสนุนแล้ว คุณก็ช่างโชคดีที่จะมีโอกาสก้าวหน้าได้อีกเยอะ แต่ถ้าคุณดันโชคร้ายไปอยู่กับหัวหน้าที่ไม่ได้คิดเรื่องนี้แล้วล่ะก็ คุณก็อาจจะโดนเก็บเข้าหลังบ้านเอาได้ง่ายๆ เช่นกัน

6. ทุกออฟฟิศมีการเมือง
ที่นี่มีการเมืองไหม” เป็นคำถามที่ผมมักจะได้ยินบ่อยๆ เวลาคนเปลี่ยนที่ทำงานซึ่งถ้าคนที่ผ่านงานมากมายหลายออฟฟิศก็จะพูดเหมือนกันแหละว่า “ที่ไหนๆ ก็มีการเมือง” ทั้งนี้เพราะเป็นเรื่องธรรมดาว่าในออฟฟิศนั้นล้วนมีคนหมู่มากเข้ามาอยู่ด้วยกัน มันก็ย่อมมีคนบางกลุ่มที่มีคาแรคเตอร์ต่างจากอีกกลุ่ม ไหนจะมีเรื่องการเปลี่ยนถ่ายคนตามกาลเวลา มันเลยไม่แปลกที่จะเกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกขึ้น ซึ่งไอ้พรรคพวกนี้แหละที่มักจะนำไปสู่ความขัดแย้งลึกๆ กันโดยไม่รู้ตัวและกลายเป็นเรื่องการเมืองระหว่างขั้วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พอเป็นเช่นนี้เราถึงพูดกันเสมอว่าคุณคงไม่สามารถเลี่ยงการเมืองในออฟฟิศได้หากแต่คุณจะเลี่ยงมันได้แค่ไหน หรือในออฟฟิศนั้นจะรักษาระดับความรุนแรงที่เกิดจากการเมืองได้อย่างไรต่างหาก

7. เรื่องที่ถูกต้องอาจจะไม่ใช่เรื่องที่คุณ (หรือคนอื่น) ถูกใจ
สิ่งที่คนทำงานมักจะเจอบ่อยๆ คือคำสั่งจาก “เบื้องบน” ที่หลายๆ ครั้งก็ฟังแล้วตะหงิดๆ ประเภทใช่เหรอ มันถูกต้องเหรอ และพอเรานำเสนอสิ่งที่เราคิดว่าถูกต้องแล้วก็ดันกลายเป็นว่าไม่ถูกใจหัวหน้าหรือคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องไป เรื่องนี้มันเลยเข้าวัฏจักรที่ว่าหลายๆ อย่างที่คุณคิดว่ามัน “ถูกต้อง” มันก็อาจจะไม่ได้ “ถูกใจ” เสมอไป (เช่นเดียวกับเรื่องที่หลายๆ คน “ถูกใจ” มันก็ไม่ได้ “ถูกต้อง” เช่นกัน) ซึ่งเมื่อเราทำงานไปเรื่อยๆ นั้นก็จะเจอสถานการณ์ของความขัดแย้งนี้อยู่เรื่อยๆ เป็นธรรมดานั่นแหละครับ

8. คุณไม่ได้เป็นเจ้าของสินค้าหรือแบรนด์นั้นจริงๆ หรอก
ต่อให้คุณได้รับตำแหน่งเป็น Brand Manager / Product Manager หรือเป็นผู้บริหารแบรนด์อะไรก็แล้วแต่ที่ได้รับอำนาจมากมายในการตัดสินใจ สร้างสรรค์ หรือขีดเส้นต่างๆ เพื่อการบริหารจัดการ แต่ในความเป็นจริงแล้วคุณก็ไม่ได้เป็นเจ้าของมันจริงๆ แต่อย่างใดเพราะท้ายที่สุดมันก็คือสินทรัพย์ของบริษัทซึ่งวันหนึ่งผู้บริหารอาจจะสั่งยกเลิก สั่งเปลี่ยน หรือสั่งย้ายคุณได้ (เว้นเสียแต่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของบริษัทและสร้างมันขึ้นมาเองนั่นก็อีกเรื่อง) ฉะนั้นแล้วมันก็ดีถ้าคุณจะทุ่มเทและใส่ใจงานของคุณอย่างเต็มที่ประหนึ่งลูกแท้ๆ ของคุณ แต่คุณก็ต้องรู้ตัวว่าวันหนึ่งคุณก็จะต้องลาออกจากบริษัทและคุณก็ไม่สามารถเอาแบรนด์หรือสินค้านั้นติดตัวคุณไปได้แต่อย่างใดหรอก

9. หลายๆ อย่างคุณทำเองได้ดีกว่า แต่คุณดันไม่ได้ทำงานนั้น
คนเป็นหัวหน้านั้นมักจะเจอสถานการณ์บ่อยๆ ประเภทเรื่องที่สั่งงานไปนั้นคุณรู้ว่าทำอย่างไรให้ดี ทำอย่างไรให้เร็วและมีประสิทธิภาพแต่พอลูกน้องไปทำแล้วดันไม่ได้ดั่งใจ บ้างก็รู้ว่าสามารถสร้างงานที่ดีกว่านี้ได้แต่คนอื่นดันทำไม่ได้และหลายๆ ครั้งมันก็สร้างความหงุดหงิดให้กับคุณเพราะมันไม่ได้ดั่งใจที่คุณวางไว้ แต่ก็นั่นแหละครับว่าทั้งบริษัทไม่ได้มีคุณคนเดียว และคุณก็ต้องยอมรับความจริงว่าหลายๆ อย่างนั้นคงไม่อาจได้ดั่งใจคุณ แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะทำมันเสียทุกอย่างเช่นกัน

10. คุณจะได้เงินเดือนน้อยกว่าคนอื่นอยู่วันยังค่ำ
ที่ผมขึ้นแบบนี้เพราะอยากเตือนคนทั้งหลายที่พยายามถามว่าเงินเดือนคนอื่นเท่าไร เพราะถ้าคุณเมื่อไรที่คุณตั้งคำถามว่าคนอื่นได้เงินเดือนเท่าไรแล้ว ยังไงคุณก็จะเจอคนที่มีเงินเดือนมากกว่าคุณอยู่ดี แม้ว่าในบริษัทจะไม่มีคนเงินเดือนมากกว่าคุณ แต่คุณก็จะไปรู้ว่าบริษัทอื่นให้เงินเดือนมากกว่า วนไปวนมาแบบนี้ ถ้าคุณไม่ยอมรับความพอดีของเงินเดือนคุณ คุณก็จะต้องเจอความจริงข้อนี้วนไปวนมาไม่รู้จักจบสิ้นหรอกครับ ผมเขียน 10 ข้อนี้ด้วยการนึกประสบการณ์ส่วนตัวประกอบไปด้วย ถ้าคุณมีข้ออื่นๆ ที่คิดว่าเข้าท่าเหมือนกันก็ลองเมนต์มาแลกเปลี่ยนกันนะครับ